หากพูดถึงชีวิตมหา’ลัยของใครหลายๆคน คงหนีไม่พ้นช่วงเวลาที่จะต้องหาบริษัทเพื่อออกไปฝึกงาน ไปทดลองใช้ชีวิตนอกรั้วมหา’ลัย นั่นก็หมายรวมถึงเราด้วย เด็กผู้หญิงนามว่าเจนที่หลับในห้อง เรียนๆเล่นๆ  อ่านหนังสือก่อนสอบเพียงไม่กี่วัน แต่เมื่อได้เวลาที่จะจบปี 3 เตรียมตัวขึ้นปี 4 เวลาที่จะต้องหาบริษัทเพื่อไปฝึกงานหรือสหกิจ…เครียดค่ะ เพราะยังไม่รู้เลยว่าตัวเองชอบหรืออยากทำอะไรจริงๆ แต่ที่รู้แน่ชัดเลยคือ ไม่ใช่สาขามัลติมีเดียที่เรียนมาแน่นอน หลายคนอาจถามว่าแล้วสาขามัลติมันเรียนอะไรบ้างล่ะ ไม่ชอบแล้วเลือกเรียนทำไม ก็ขอตอบก่อนเลยละกันว่ามัลติก็จะเรียนพวกงาน Design งานออกแบบต่างๆ การทำนิตยสาร รวมถึงการตัดต่อ การปั้นโมเดล และการทำแอนนิเมชั่นด้วย ที่เรียนมามันก็สนุกดีนะแล้วก็จะชอบพวกด้าน Design การทำนิตยสาร มากกว่าการตัดต่อหรือการทำแอนนิเมชั่น แต่ก็ยังรู้สึกว่ามันไม่ใช่อยู่ดี บางทีของบางสิ่งหรือบางอย่างมันก็ต้องลองทำ ลองสัมผัสและถึงแม้ว่าเราจะชอบแต่ว่ามันจะใช่สำหรับเราไหม หากของที่เราชอบแต่เรายังรู้สึกว่ามันไม่ใช่ พอถึงจุดๆหนึ่งเราอาจจะท้อหรือพอกับมันก็ได้ งงไหม? เพราะเราเขียนเองยังงงเลย ฮ่าๆ ช่างมันนน~

เอาเป็นว่าถึงเวลาที่จะต้องฝึกงาน ต้องหาบริษัทแล้วล่ะกันนะ และทางสถาบันที่เจนศึกษาอยู่ก็มีงาน Job Fair แล้วก็มีรายชื่อบริษัทมาให้เลือกมากมาย แต่เจนก็ยังรู้สึกว่าบริษัทเหล่านั้นมันไม่ใช่อยู่ดี 555+ (ไม่ต้องพยายามเข้าใจเจนก็ได้นะ) เลยเลือกที่จะหาเอง ก็ไปถามๆขอความเห็นจากครอบครัว เพื่อนหรือรุ่นพี่ เค้าก็ช่วยหาๆกันมาให้นะ มีทั้งบริษัทไทยและบริษัทต่างชาติ และบางบริษัทก็น่าสนใจมาก อยากทำอยากลอง แต่ความรู้สึกมันก็ยังไม่ใช่กับที่นั้นๆอยู่ดี ด้วยความที่เวลาในการที่จะต้องส่งรายชื่อบริษัทให้อาจารย์ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ก็เลยเลือกบริษัทในลิสต์รายการของทางสถาบันสำรองไว้ก่อนเผื่อในกรณีที่หาบริษัทเองไม่ได้จะได้มีที่ฝึกงาน -.-

จนมาวันหนึ่งรุ่นพี่คนนึงส่งลิงค์รับสมัครของบริษัทแห่งหนึ่งมาให้ ก็อ่านๆคุณสมบัติที่ต้องการของตำแหน่งนั้นซึ่งเป็นตำแหน่งของเด็กฝึกงานพอดี แล้วแบบมันรู้สึกว่ามันใช่อ่า (เอาอีกล่ะ จะรู้เรื่องไหม ฮ่าๆ) ก็เลยเปิดดูเว็บไซต์ของบริษัทพร้อมทั้งถามอากู๋ด้วยว่าบริษัทนี้เป็นยังไง ยิ่งหาก็ยิ่งรู้สึกว่าน่าสนใจ มันเหมือนกับ First Impression อ่าแบบมีแรงดึงดูดให้อยากลองอยากรู้จักมากขึ้น เลยลองส่งใบสมัครไปดูแล้วก็ถึงเวลาเรียกสัมภาษณ์…ตื่นเต้นมาก หาข้อมูลเท่าที่จะหาได้ ศึกษาการทำงานของบริษัทนั้นและตำแหน่งที่สมัครไป เตรียมแฟ้มผลงานที่ไม่มีอะไรเกี่ยวกับสายงานที่สมัครไปเลยไปด้วย กะเวลารีบออกจากบ้าน เพื่อไปให้ตรงตามเวลานัด สุดท้ายยย..หลงทางจ้า 5555+ เข้าซอยนั้นออกซอยนี้จนในที่สุดก็มาถึงก่อนเวลานัดเป็นชั่วโมงด้วย!! นี่อุส่าห์หลงทางแล้วนะ 555+

พอถึงที่หมายความตื่นเต้นก็ยิ่งมีมากขึ้น เราก็เลยนั่งมันอยู่ข้างล่างนั่นแหละรอเวลาสักครึ่งชั่วโมงก่อนเวลานัดหมายจึงค่อยขึ้นไป พี่เค้าก็ให้นั่งรอที่โซฟาก่อนจนเมื่อพี่เค้าว่างๆกันแล้ว ก็เริ่มล้อมเข้ามาบอกสัมภาษณ์ตรงนี้เลยล่ะกัน คือสัมภาษณ์ตรงนี้ไม่เท่าไรแต่พี่จะสัมภาษณ์กันทั้งแผนกเลยหรอค่ะ! (มีประมาณเกือบ 10 คน) แล้วแบบเราไปคนเดียว ไร้เพื่อน ไร้ญาติมิตร เป็นหนูน้อยหมวกแดงในป่าใหญ่ ซิกๆ T^T เอ่ออ..ไม่ใช่ล่ะ ออกป่า บาย~

เมื่อได้เวลาสัมภาษณ์ก็เกร็งนะ แต่พี่ๆเค้าเป็นกันเองมากเลยทำให้หายเกร็งได้หน่อย ก็เริ่มกันจากคำถามพื้นๆเบๆก่อนว่าชื่ออะไร เรียนที่ไหน บลาๆๆ จากนั้นก็เริ่มถามว่ารู้จักที่นี่ได้ยังไง แล้วรู้ไหมว่าเราทำอะไรกัน (อ๊ะ หาข้อมูลมาแล้วๆ อิอิ (ข้อมูลจากบล็อคของเด็กฝึกงานรุ่นก่อนๆ))  แล้วที่นี่ก็ใช้รูปแบบการทำงานแบบ Agile ซึ่งในส่วนนี้เราก็ได้เรียนมาในวิชา Software Engineer แล้ว สัมภาษณ์ไปสัมภาษณ์มาก็ได้รู้ว่าพี่เก๋ที่เป็น Scrum Master อยู่ที่นี่เป็นเพื่อนสนิทกับอาจารย์ที่สอนวิชา Software Engineer ด้วย โลกกลมจังเนอะ ว่าไหม เมื่อการสัมภาษณ์สิ้นสุดลงก็ถือเป็นก้าวแรกใน Research and Development Team (R&D) ตำแหน่ง Junior Software Intern ของบริษัท Pronto Marketing ค่ะ :)) ❤

 

วันแรกของการฝึกงาน เราก็มานั่งเอ๋อๆที่บริษัทแต่เช้าเพราะพี่เค้าบอกให้นั่งเล่นไปก่อน จนเมื่อถึงเวลาพี่เค้าก็บอกให้ทุกคนในทีมเข้าห้องเพื่อทำ Sprint Planning ค่ะ ซึ่งที่ Pronto Marketing เราใช้รูปแบบการทำงานแบบ Agile ค่ะ ส่วน Sprint Planning ก็คือการประชุม พูดคุยกันเพื่อดึงงานหรือการ์ดที่อยู่ใน Backlog เข้าสู่ Sprint Backlog โดยจะมีการให้คะแนนหรือ Estimate ความยากง่ายของการ์ดแต่ละการ์ด พี่เค้าก็ให้เรามีส่วนร่วมในการ Estimate ด้วยนะ…ตอนแรกก็ไม่งงนะคะ แต่พองงเท่านั้นล่ะ งงเลย แต่ที่งงไม่ใช่รูปแบบการทำงานนะ แต่เป็นงานที่พี่ๆเค้าทำกันอยู่ แต่ก็นะวันแรกนิ แล้วเรามาวันที่เค้าเริ่ม Sprint ใหม่พอดี (ถือว่าโชคดีนะ) แล้ววันที่ทำ Sprint Planning เนี่ยเค้าก็จะประชุมกันทั้งวันเลย

พอวันถัดมาก็จะเป็นวันของการเริ่มทำงาน (การ์ด)ที่ดึงมาอยู่ใน Sprint Backlog และในการทำงานแบบ Agile นั้นจะมีการ Stand Up Meeting ในตอนเช้าของทุกๆวัน เพื่อบอกสิ่งที่เราทำเมื่อวานและสิ่งที่จำทำในวันนี้ รวมถึงปัญหาของงานที่ทำอยู่ ซึ่งที่นี่จะ Stand Up ตอน 10 โมง และสิ่งเหล่านี้เรามารู้ก่อนที่จะมีการ Stand Up 1 นาทีค่ะ T^T นั่นก็ไม่เท่าไร แต่ประเด็นคือต้องพูดเป็นภาษาอังกฤษซะด้วยสิ ภาษาอังกฤษเราก็ไม่ได้มีปัญหามากมายนะ แต่แบบอย่างน้อยก็อยากได้เวลาเตรียมตัวบ้างงงงง หลังจากการ Stand Up ทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง ส่วนคนที่มาใหม่ๆ พี่กาน (พี่หมีของทีม ><) จะให้ทำพวก Tutorial ต่างๆก่อนเพื่อเป็นการปูพื้นก่อนการทำงานจริง

อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าที่นี่ทำงานในรูปแบบ Agile ซึ่งลักษณะการทำงานก็จะมี Sprint Planning, Stand Up Meeting, Sprint Refinement จะอยู่ระหว่าง Sprint คือจะเป็นการประชุมเพื่อจัดการกับการ์ดต่างๆที่อยู่ใน Backlog เพื่อให้จัดการกับ Sprint ต่อไปได้ง่ายขึ้น และพอจบแต่ละ Sprint ก็จะมีการ Retrospective คือการที่ทีมมาพูดคุยกันว่า Sprint ที่ผ่านมาเป็นยังไงกันบ้าง มีปัญหาอะไรหรือเปล่า และในครั้งถัดไปจะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นยังไง

นอกจากจะได้เรียนรู้รูปแบบการทำงานแบบ Agile แล้วยังได้ความรู้ต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการ Pair Programming คือการที่คน 2 คนมาช่วยกันเขียนโค้ดเพียงโค้ดเดียว ใช้คอมเครื่องเดียวกันและยังได้ทำ Code Kata การเขียนโค้ดซ้ำๆในโจทย์เดิมๆทุกๆวัน เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนโค้ดและขบวนการคิด เหมือนกับ ดาบ Katakana ของญี่ปุ่นที่มีการลับบ่อยๆจนได้ดาบที่เงาและคม

ในส่วนของการทำงานเราจะได้ทำงานจริงๆ และที่นี่เค้าจะเขียน Test ก่อนการเขียนโปรแกรม เหมือนกับการร่างภาพก่อนการลงสีจริง ถ้าถามว่างงไหม? งงสิคะ ไม่เคยเขียน Test มาก่อนเลย (จริงไม่เคยรู้มาก่อนเลยด้วย -..-) ตอนแรกก็คิดนะว่าทำไปทำไม ต้องมาเสียเวลาเขียน Test แต่พอทำงานไปได้สักพักเราก็จะรู้ว่ามันมีประโยชน์มาก เพราะมันช่วยตรวจสอบได้ว่าเราเขียนโปรแกรมและได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ อย่างที่เค้าว่ากันว่าลำบากวันนี้สบายวันหน้า สำหรับความรู้ที่ได้นั้นมีเยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็น
– Python
– Django
– Vagrant
– Github
– Jenkis (Continuous Integration)
– PHP, HTML, CSS, Java Script
– VIM
– Cucumber
– ATDD
– DynamoDB

 

ส่วนบรรยากาศและสภาพแวดล้อมของการทำงานที่นี่ถือว่าดีมาก ไม่มียูนิฟอร์ม ทุกคนสามารถแต่งตัวตามสบายอะไรมาก็ได้ ไม่ Strict เวลาเข้าออกงาน ให้ Self Manage ตัวเอง และนอกจากเวลาพักกลางวันปกติแล้ว ยังมีเวลาพักช่วงบ่ายให้ผ่อนคลายกันอีกด้วย ซึ่งก็จะมีผลไม้ มีขนม ของกินเยอะมาก ซึ่งในแต่ละวันจะไม่ค่อยเหมือนกัน ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านกันเลยทีเดียว

IMG_6638

โต๊ะทำงานมี เป็ดน้อย ก๊าบๆ~

IMG_7422

ของว่างยามบ่าย~

นอกจากนี้ก็ยังมี Company Meeting (Sabai Sabai Party) ที่จัดขึ้นทุกๆเดือน ซึ่งจะถือว่าเป็นการประชุมใหญ่ของบริษัท หลังจากประชุมเสร็จก็จะเป็นปาร์ตี้มีอาหาร เครื่องดื่มมากมาย รวมถึงเครื่องดื่มแองกอฮอลล์ บงเบียร์นี่มาเต็ม และก็ยังมี Xbox ให้เล่นด้วย หรือถ้าใครอยากเล่นกีฬาเค้าก็มีโต๊ะปิงปองด้วย พี่ๆเค้าก็ชวนเล่นกัน แต่ก็ไม่เล่น เพราะแรกๆมันก็เขินอะนะ ไม่กล้านู้นนั่นนี่ ไม่ชินไง พออยู่ๆไปสักพักก็เริ่มปรับตัวได้ จากที่ไม่กล้ากิน ไม่กล้าเล่น กลายเป็นกินตลอดเวลา เล่นทุกช่วงที่พัก 5555+ ตอนแรกๆ ก็เล่นปิงปองไปแบบกากๆ แต่เคยเรียนมาตอนม.ปลาย แต่ก็กากอยู่ดี = = แล้วก็ได้พี่ต่อกับพี่บอส ปรมจารย์ด้านการปิงปองมาช่วยสอนนะคะ จาก Lv 0 ค่อยๆอัพเป็น Lv 1 รึเปล่า?  แต่ว่าพัฒนาขึ้นก็ดีแล้วแหละเนอะ..ว่ามะ ฮ่าๆ

IMG_6745

IMG_6747

IMG_6971

IMG_7289

ต้องขอบอกเลยว่ามาฝึกงานที่นี่ได้อะไรๆเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน เพื่อนร่วมงาน หรือประสบการณ์ต่างๆที่อาจหาไม่ได้จากที่ไหน นอกเหนือจากการทำงานก็ยังได้ไป Workshop นอกสถานที่อีกด้วยและสิ่งสำคัญที่ได้จากที่นี่คือการทำงานเป็นทีม พี่ๆใน R&D ทุกๆคนทำงานร่วมกันได้ดีมาก คือทุกคนช่วยกัน รอกัน แก้ไขปัญหาไปพร้อมๆกันและรับฟังซึ่งกันและกัน เจนถือว่าเจนโชคดีมากที่ได้มาเจอพี่ๆ R&D และได้มาฝึกงานที่ Pronto ❤

IMG_6625

 

ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน จนถึงวันที่ 30 กันยายน เป็นเวลา 4 เดือนที่ฝึกงานมา ถึงแม้จะมีเหนื่อยบ้าง เครียดบ้าง แต่ก็ไม่เคยท้อ ไม่เคยคิดเลยนะว่าจากเด็กที่เรียนสายศิลป์-ภาษามา เรียนมัลติมีเดียมา จะชอบและเลือกมาฝึกงานทางด้านโปรแกรมมิ่ง ตอนที่มาแรกๆก็เครียดแล้วก็กังวลนะว่าเราไม่ได้เรียนทางนี้มา เราจะทำได้ไหม แล้วที่สำคัญคือเราสามารถอยู่กับมันและชอบมันรึเปล่า ช่วงแรกๆเคยพูดว่ามาทำงานทุกวันนี้รู้สึกเหมือนไม่ได้มาทำงาน และในวันนี้ก็ขอยืนยันคำเดิมว่ายังคงรู้สึกเหมือนไม่ได้มาทำงานอยู่ดี ฮ่าๆ
คร่าวๆก็ประมาณนี้แหละค่ะ สำหรับการเป็น Junior Software Intern ที่ Pronto เจนอาจเขียนไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไรนะ คิดอะไรออกก็เขียน แล้วก็เป็นคนไม่ค่อยแสดงออกและแสดงความรู้สึกไม่เก่งด้วย 5555+
สุดท้ายแล้วก็ขอบคุณพี่ๆที่ Pronto ทุกๆคนมากนะคะที่สอนสิ่งต่างๆ ให้คำปรึกษาและดูแลกันเป็นอย่างดี ❤

หากใครที่กำลังมองหาบริษัทฝึกงานหรืออยากจะมาฝึกฝนหาประสบการณ์เล่นๆ ก็ลองมาที่ Pronto ได้ค่ะ กำลังเปิดรับสมัครอยู่ด้วยคลิกที่นี่เลย ในเมื่อพี่ๆเค้าเปิดและสร้างโอกาสให้กับเราแล้ว ก็อย่าปล่อยมันทิ้งไปเพียงแค่คำว่าไม่กล้าหรือทำไม่ได้นะคะ ถึงจะ Work Hard แต่ก็ Play Harder ค่ะ 5555+

IMG_6767
Advertisements